athanasiareal classic literature — feelings unspoken, unforgettablereal classic literature
feelings unspoken, unforgettable
แค่ไดอารี่

Douyin และชีวิตชนบท

Douyin และชีวิตชนบท
ฉันที่นั่งเบื่อๆในรถไฟไปแดนเหนือได้หยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดูคลิป ภาพที่เห็นนั้นเรียบง่าย — ผู้คนตื่นแต่เช้าเพื่อทำงานสวนในเมฆหมอก เด็กๆวิ่งเล่นตามคันนาสูงกว้างใหญ่ ผู้ใหญ่ทำงานในไร่ ชีวิตผู้คนเหมือนหมุนไปอย่างไม่เร่งรีบ ราวกับเวลาที่นั่นมีความหมายต่างจากในเมืองใหญ่
ความแตกต่างจากชีวิตไทยปรากฏชัดเจน ไม่ใช่แค่ในวัตถุหรือสภาพแวดล้อม แต่ในท่าทีของผู้คนที่มีต่อโลก — พวกเขาดูเหมือนอยู่ใกล้ชิดกับ การดำรงอยู่ มากกว่า การไขว่คว้า
ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นมา:
"ฉันอยากลองไปเป็นอาสาสมัครที่นั่น เข้าไปในป่าลึกเพื่อสอนหนังสือเด็กๆ มอบความรู้แก่ผู้ที่ยังขาด"
—สอนบางสิ่งที่พวกเขาอาจ ต้องการ
—สอนบางสิ่งที่พวกเขาอาจ จำเป็น
—สอนบางสิ่งที่พวกเขาอาจ พลาดโอกาสไป
แต่ทันทีที่คิดประโยคนั้น ฉันก็รู้สึกสะอิดสะเอียนเล็กน้อย — ไม่ใช่เพราะความคิดไม่ดี แต่เพราะมันเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งที่แฝงมาในชื่อของ "ความเมตตา"
บางทีแล้วฉันอาจจะไม่ได้ต้องการสอนพวกเขาเพื่อให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น แต่เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีคล้ายกับว่าได้ทำบางสิ่งที่พิเศษ
ฉันบอกกับตัวเองว่าพวกเขา "น่าสงสาร" เพราะไม่มีโอกาส ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีโลกกว้างให้เลือกเดิน แต่ในความจริง บางทีสิ่งเดียวที่น่าสงสารคือ ฉัน —ที่ยังต้องขโมยความหมายของคุณค่า จากการเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ
แต่ถ้าฉันลองสลับบทบาทกัน… หากฉันไปอยู่ตรงนั้นจริง ๆฉันจะยังคิดว่าชีวิตแบบนั้นมันน่าสงสาร หรือจะพบว่าคนที่น่าสงสารจริงๆ คือคนที่ต้องพิสูจน์คุณค่าตัวเองด้วยการแสร้งช่วยเหลือผู้อื่น?
หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่การช่วยพวกเขา แต่คือการใช้พวกเขาเป็นกระจกสะท้อน ว่า "ดูสิ ฉันมีคุณค่า เพราะฉันกำลังช่วยเหลือคนที่ต่ำกว่า"
บางทีความสงสารไม่ใช่ความเมตตาเลย แต่มันคือการดูถูกที่เราแต่งกลิ่นให้หอม เพื่อจัดลำดับตัวเองให้อยู่สูงกว่าแบบในที
บางทีความสุขแท้จริงอาจไม่เคยมีอยู่เลย มันเป็นเพียงช่วงเวลาที่เราเหนื่อยเกินไปจะต่อต้านโลกและทำในสิ่งที่เราอยากทำ
ท้ายที่สุด ฉันรู้ว่าคำตอบเหล่านี้ไม่มีใครยื่นให้ได้
และคำตอบของใครบางคน ต่อให้ลึกซึ้งแค่ไหน ก็ไม่อาจเติมเต็มช่องว่างของคำตอบที่ฉันยังค้นหาอยู่ในใจได้