athanasiareal classic literature — feelings unspoken, unforgettablereal classic literature
feelings unspoken, unforgettable
เพียง 6 หน้ากระดาษ

เพียง 6 หน้ากระดาษ

ชาวเมืองร่วมวิวาห์
ชายผ้าแดงผูกข้อมือนางเมื่อสิบห้าฤดูแรกพบ เก็บปมผ้าในห้องหีบดวงใจรอผู้หวนคืน
ห้าฤดูหมุนเวียน ข่าวหน้าด่านจากต่างเมืองถึงตำหนักใหญ่ — เขากลับมาจริง หาใช่บนหลังมา ในโลงศพ หุ้มด้วยธงชัยสีชาด
นางแต่งกายขาวพรรณดุจหิมะรับศพหน้าประตูเมือง ผู้คนหันมองคุณหนูงามประจำเมืองหวังปลอบประโลม — กลับพบเพียงดวงตาแห้งผาก ไร้ซึ่งน้ำแห่งความโศก ปากไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
เมื่อโลงถูกวางลง นางกราบลงแตะพื้นหน้าโลงสามครา จากนั้นจึงลุกขึ้น ถอดผ้าขาวสวมชุดแดงทับศพ รอบข้างมองกันด้วยความตระหนก
พิธีแต่งงานจัดขึ้น ณ หอโถงใหญ่ริมเมือง สถานที่เคยงดงามล้นกลับถูกทิ้งร้างมายี่สิบฤดูกาล หลังคาทรุดโทรม เสาไม้เปื้อนฝุ่น ใยแมงมุมห้อยระย้าเหมือนม่านงานวิวาห์
นางเชิญแขกห้าสิบตน — หุ่นฟางที่นางสานด้วยมือตนเอง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าของชาวบ้านที่ตายไปในสงคราม วางถ้วยชาหน้าหุ่นแต่ละตน เทชาเต็มถ้วยเรียบร้อย
"ท่านทั้งหลาย เชิญดื่มสุราแห่งความเศร้า มิใช่ความชื่นบาน" เสียงนางลอยค้างอยู่ใต้คานผุ
โคมแดงร้อยดวงห้อยตามเสา แต่ไฟไม่ลุก มีแต่กระดาษแดงซีดชาดแกว่งไกวตามลมเย็นที่พัดผ่าน
เจ้าบ่าวนอนนิ่งในโลงหน้าหอ ใบหน้าซีดดุจหยก เลือดสะอาดจากแผลทะลุหน้าอก ทิ้งแต่กายไว้ให้นาง
นางนั่งข้างศพสวมชุดเจ้าสาวสีแดงเข้ม ปักดอกโบตั๋นทองด้วยมือนาง หยิบหวีงาช้างสีทอง หวีผมเขาที่แห้งแข็งเหมือนหญ้าแห้ง ปาดหน้าผากที่เย็นเยือกดั่งน้ำแข็ง
"ท่านกลับมาช้าเหลือเกิน..." นางกระซิบ " ร้านเซาปิงเก่าข้างสะพานที่ท่านชื่นชอบได้ปิดไป ฤดูดอกโบตั๋นที่ท่านรักเพิ่งผ่านพ้น แต่เราจะได้นั่งดูด้วยกันในปีหน้า"
วางหวีลงข้างหมอน โน้มตัวจูบหน้าผากเขา — ริมฝีปากอุ่นแตะผิวเย็น
ทหารที่ติดตามศพมายืนเบียดกันอยู่ข้างนอก พวกเขาเคยสู้รบข้างกายผู้ตายในโลง หน้าตาซีดเผือด ไม่มีใครกล้าเข้าไป 
นางคุกเข่าเบื้องหน้าโลง หันหน้าสู่ฟ้า ไหว้ทิศทั้งสี่
"ฟ้าเป็นเป็นพยาน ดินเป็นสักขี" เสียงนางสงบนิ่งดุจน้ำในบ่อลึกที่ไร้ซึ่งระลอก "ข้ากับเขาเป็นสามีภรรยานับแต่บัดนี้ จนกว่าจะไร้สิ้นวาสนา"
มีเพียงเสียงลมหอนผ่านช่องหน้าต่างแตกที่ตอบรับ
เมื่อความมืดค่อยๆ ปกคลุม นางจุดธูปเก้าดอกวางรอบโลง กลิ่นจันทน์ฟุ้งกรุ่นหนาทึบจนแทบหายใจไม่ออก
เปิดฝาโลง จูงมือศพที่แข็งทื่อขึ้นมา ประคองให้เขานั่ง แขนนางโอบเอวเขาไว้แน่น
"วันนี้นี้เป็นวันวิวาห์ของเรา" นางกระซิบที่หูเขา "สามีข้า ท่านไม่ชอบเต้นรำ หรือเพียงเขินอาย?"
นางโอบศพเขาไว้ เต้นช้าๆ ในหอโถงร้าง ฝีเท้าเบาเหยียบฝุ่น หมุนรอบหอในจังหวะที่มีเพียงนางได้ยิน เงาสองเงาหมุนเวียนใต้แสงจันทร์ส่องลอดผ่านหลังคาแตก
หุ่นฟางล้มลงทีละตัว ถ้วยชาแตกกระจาย ชาเทหกราดพื้น แต่นางไม่สนใจ หมุนศพเขารอบหอในการร่ายรำที่ไม่มีวันจบ
"นกยูงบิน...ทิศใต้...บินไป...ห้าลี้..."
ร้องเพลงเสียงหลงเหลือในลำคอ บางคำหลุด บางคำกลืน เสียงแหบพร่าด้วยบทเพลงโบราณที่เคยร้องให้เขาก่อนแยกจาก
"...หวนกลับเพียง...ครั้งเดียว""
เสียงโลหะกระทบกันขาดห้วงนอกหอ โลหิตไหลซึมผ่านช่องประตูไม้
นางเหลียวดูแต่เท้ายังคงเคลื่อน ศพเขาห้อยนิ่งในอ้อมอก ศีรษะเขาพิงบ่านางราวกับกำลังหลับใหล
"สามีเห็นหรือไม่ ข้ามีเพียงท่านเท่านั้น"
แสงอรุณลอดช่องหน้าต่าง ศพสิบสามกองหน้าหอ ต่างตกตาย
นางหยุด วางศพเขากลับลงโลง เบามือ จัดท่านอนให้เรียบร้อย ปิดฝา ตอกตะปูด้วยมือเปล่า
เลือดนางไหลจากฝ่ามือบนฝาโลง วาดลวดลายเป็นดอกโบตั๋น นางไม่ร้อง ไม่สะดุ้ง ทุบตะปูจนครบทุกตัว
ถึงเที่ยงวัน ชาวเมืองพังประตูเข้าไป ควันจันทน์หนาทึบจนมองแทบไม่เห็น
นางนั่งยิ้มบนเก้าอี้แดงข้างโลง ชุดเจ้าสาวมอดไหม้เหลือแต่เถ้า ผิวหนังไหม้ดำ
มือนางประสานกับมือหนึ่ง โผล่พ้นโลงมาครึ่งท่อน
ชาวเมืองไม่กล้าแยกมือทั้งสองเพราะมือที่จับกันนั้น เย็นเกินกว่าจะเป็นของคนเป็น และอุ่นเกินกว่าจะเป็นของศพ
ฝังทั้งคู่ในโลงเดียว สิบสามศพล้อมรอบเป็นยาม ลึกลงดินห่างจากเมือง
หลังจากนั้น มีคนเห็นหญิงชุดแดงเต้นรำในหอโถงร้าง
รอยเท้าบนฝุ่น มีสองคู่
โคมแดงที่ไม่เคยติดไฟ แกว่งไกวในลมเคล้าบทเพลง
"นกยูงบิน...ทิศใต้...บินไป...ห้าลี้..."