athanasiareal classic literature — feelings unspoken, unforgettablereal classic literature
feelings unspoken, unforgettable
เพียง 6 หน้ากระดาษ

คนบนเวทีคนใต้เวที

คนบนเวทีคนใต้เวที
เธอร้องเพลงนี้มาสิบสามปีแล้ว ทุกค่ำคืนบนเวทีในโรงละครเล็กๆ ริมน้ำ เธอแต่งหน้าขาวโพลน สวมชุดสีแดงสด ร้องเพลงเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า — "陌地忽闻旧声" ณ แผ่นดินแปลกหน้า พลันได้ยินเสียงเก่า — ท่อนนี้เธอต้องร้องด้วยความโหยหา ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ด้วยดวงตาที่จับมองชายในบทเพลงท่ามกลางฝูงชน แต่ไม่เคยมีชายคนนั้นอยู่จริง มีเพียงชาวนาเมาสุรา พ่อค้าที่หาวเบื่อ หญิงชราที่หลับไป เธอร้อง ไม่ใช่เพื่อพวกเขา แต่เพื่อชายคนหนึ่งที่อาจจะมาสักวัน หรือไม่มาก็ได้
เขาเดินทางมาถึงเมืองนี้ในวันที่ฝนตกหนัก กลับมาหลังจากสอบได้หนังสือแต่งตั้ง หลังจากสิบห้าปีที่หายหน้าไปจากบ้านเกิด ผู้คนยกย่องเขา เรียกเขาว่า "ท่านอ๋อง" พาเขาไปร้านอาหารที่ดีที่สุด สั่งสุราที่แพงที่สุด แต่เขานั่งเฉย มองน้ำในแก้วเหมือนมองของแปลกหน้า "ท่านไม่มีความสุขหรือ?" มีคนถาม เขาไม่ตอบ ความสุขคือสิ่งใด? เขาจำไม่ได้แล้ว
คืนนั้นเพื่อนพาเขาไปดูละคร "ไปเถอะ ที่นี่นางรำงดงาม ร้องเพลงไพเราะกว่าผู้ใดในเมือง" เขาไม่อยากไป แต่เขาก็ไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใดนอกจากทำตาม โรงละครเล็ก แออัด มีกลิ่นเหงื่อและควันธูป เขาเดินไปนั่งแถวหลังมุมซ้าย — ที่เดียวกับตอนเป็นเด็ก เมื่อพ่อยังมีชีวิตอยู่ พาเขามาดูละคร ที่นั่งตรงนั้นมองเวทีไม่ค่อยชัด แต่มันห่างจากคนอื่น และวันนี้เขาไม่อยากอยู่ใกล้ใคร
แล้วเสียงเพลงก็ดังขึ้น "行未至 心已返" กายไม่ถึง ใจย้อนกลับ — ท่อนแรกเธอร้องเหมือนทุกคืน — หัวใจว่างเปล่า ปากพูดคำเดิม แล้วเธอก็เห็นผู้ชายผู้หนึ่งนั่งแถวหลังมุมซ้าย ท่าทางไม่เหมือนผู้ใด — ไม่ได้มาเพื่อดู มาเพื่อหลบ เธอคิดว่าเขาคงเป็นพ่อค้าที่เมามาย หรือสามีที่หนีภรรยา เธอร้องต่อไป ไม่ได้สนใจเขาเป็นพิเศษ
เมื่อถึงท่อน "满座皆欢 唯我失名" — เธอเผลอมองไปที่เขาอีกครั้ง แล้วเห็นว่าเขากำลังร้องไห้ ไม่ได้ร้องเสียงดัง เพียงน้ำตาไหล ใบหน้านิ่ง เสียงของเธอสั่น ไม่ใช่สั่นแบบที่บทบอก แต่สั่นจริง — คนที่เธอรอมาสิบสามปี ไม่ใช่คนที่มองเธอ แต่เป็นผู้ที่ร้องไห้เพราะคำเหล่านี้
เขาไม่รู้จักเธอ ไม่รู้นาม ไม่รู้หน้าตา ไม่เคยพบกันมาก่อน แต่ตอนที่เธอร้อง เขารู้สึกเหมือนมีใครสักคนกำลังเรียกเขา — เรียกด้วยชื่อที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อที่แม้แต่เขาเองก็ลืมไปนานแล้ว เพลงจบ ม่านปิด คนเริ่มลุกออกไป เขานั่งนิ่ง มองม่าน มองที่ว่างเปล่าที่เธอเคยยืน
หลังม่าน เธอนั่งอยู่ผู้เดียว ยังไม่ถอดเครื่องแต่ง ยังไม่ล้างหน้า มือสั่น เธอคิดถึงชายคนนั้น — คนที่ร้องไห้ บางทีเขาอาจเป็นคนเดียวที่เข้าใจถ้อยคำเหล่านี้ บางทีเขาอาจจะ... เธอหยุดตัวเอง คิดอะไรอยู่กัน เขาแค่ชายคนหนึ่งที่มาดูละคร คนอย่างเขาจะไม่กลับมาอีกเลย เจ้าของโรงละครเดินผ่าน "วันนี้เจ้าร้องได้ดี" เขาพูดแล้วเดินออกไป เธอนั่งนิ่งไปนาน แล้วก็ยิ้มกับตัวเอง — ยิ้มแบบคนที่กำลังหลอกตัวเอง สิบสามปี เธอรอคนที่จะฟังเพลงนี้จริงๆ ทีนี้พอมีคนร้องไห้ เธอกลับแอบคิดอยู่นานว่าเขาจะกลับมาอีก ช่างโง่เขลาเสียจริง
แต่เขากลับมา คืนถัดไป นั่งที่เดิม เธอเห็นเขาตั้งแต่ท่อนแรก ครั้งนี้เธอไม่กล้ามอง เธอร้องหลบตา สายตาจับที่ไหนก็ได้ ขอแค่ไม่ใช่เขา แต่เสียงกลับไม่เหมือนเดิม ยิ่งเธอพยายามร้องให้เป็นปกติ มันยิ่งไม่ปกติ พอจบเพลง เขาไม่ไปไหน ยังนั่งอยู่ ม่านปิด คนอื่นออกไปหมดแล้ว เธอเดินออกไปหลังม่าน ผ่านทางออกด้านข้าง แล้วเธอก็เห็นเขายืนอยู่ตรงนั้น
"แม่นาง ท่านร้องได้ดี" เขาพูด ประโยคธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ แต่เธอรู้สึกว่ามันหนักกว่าคำสรรเสริญทุกคำที่เธอเคยได้ยินมา "ขอบคุณ" เธอพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน พวกเขายืนเงียบ คนเดินผ่านไปมา ไร้ผู้สนใจ 
"พรุ่งนี้ข้าจะมีงานเลี้ยง" เขาพูด "งานแต่งงาน" 
เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรแตกในอก แต่ฝืนยิ้มออกมา "ขอแสดงความยินดีกับคุณชาย" 
"ไม่ใช่ของข้า" เขาพูดเร็ว "ของสหาย เขาให้เป็นพยานในรักที่เหมาะสม" เขาเหลือบมองมือของเธอซึ่งไร้แหวน "แต่ข้าไม่อยากไป"
หลังจากนั้นเขามาทุกคืน ไม่ใช่เพื่อดูละคร แต่เพื่อรอเธอเลิกงาน พวกเขาเดินริมน้ำ ไม่คุยอะไรมาก แค่เดิน บางครั้งเขาเล่าเรื่องการสอบ — ว่าเขาใช้เวลาสิบห้าปีท่องจำตำรา เขียนบทความ ทำทุกอย่างที่คนอื่นบอกว่าควรทำ 
"แล้วตอนสอบได้ ท่านมีความสุขหรือไม่?" "ไม่รู้... ตอนได้ข่าว ข้าเพียงรู้สึกอ้างอ้าง ราวกับวิ่งมาทั้งชีวิตเพื่อมาถึงเป้าหมาย แต่กลับไม่มีสิ่งใดอื่นที่นั่น" 
บางครั้งเธอเล่าเรื่องการร้องเพลง — ว่าเธอเริ่มร้องตั้งแต่เจ็ดขวบ แม่ขายเธอให้คณะละคร เธอร้องเพลงเดียวกันมาตลอด 
"เบื่อหรือไม่?" "ไม่รู้ เคยคิดว่าแสนเบื่อ แต่คืนที่เจอท่าน ข้าจึงได้รู้ว่าข้ารอที่จะร้องเพลงนี้มาตลอด"
พวกเขาไม่จับมือ ไม่สัมผัสกัน แค่เดินเคียงข้างกัน แต่ทุกคืนที่ผ่านไป ระยะห่างระหว่างพวกเขาก็แคบลง
"ข้าต้องกลับเมืองหลวงแล้ว" เขาบอกเธอในคืนที่ฝนพรำ เธอไม่ตอบ มองหยาดฝนที่ร่วงโรย 
"รับตำแหน่งใหม่ ไม่ไปไม่ได้" "ไปสิ" "แม่นางไม่ถามรึว่าข้าจะกลับมาหรือไม่" "ถามไปก็ได้คำตอบที่รู้" 
เขาจ้องเธอ "คำตอบนั้นคืออะไร?" "ท่านจะไม่กลับมา คนที่ไปเมืองหลวงจะไม่กลับมาที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ท่านจะได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่งงานกับหญิงสาวผู้เหมาะสม ลืมหญิงคนหนึ่งที่ท่านเคยเจอข้างริมน้ำ" "ข้าจะไม่ลืม" "ทุกคนล้วนพูดคำนั้น"
เขาจับมือเธอ — ครั้งแรก "เช่นนั้น ไปกับข้า" 
เธอถอนมือ "ไปเพื่อเป็นอะไร?" 
"ภรรยา" เขาพูดเร็ว "ข้าจะแต่งงานกับท่าน" 
เธอมองเขา มองอยู่นาน "ตำแหน่งที่ท่านจะได้ — เป็นตำแหน่งอะไร?" 
"เป็นข้าหลวงระดับสาม" "แล้วข้าหลวงระดับสามแต่งงานกับสาวโรงละครได้รึ?"
เขาเงียบ "ได้" เขาพูด แต่เสียงไม่แน่ใจ
"ได้ แต่คงไม่สะดวก ใช่หรือไม่?" เธอพูดแทน "ท่านคิดว่าท่านไม่สนใจ
เพราะตอนนี้ท่านยังไม่ต้อง—" "ข้าไม่สนใจ" "ท่านจะสนใจ ตอนนี้ท่านอาจไม่สนใจ เพราะท่านยังไม่ต้องอธิบาย แต่เมื่อถึงคราวต้องพูด — เมื่อท่านต้องบอกผู้อื่นว่า 'ภรรยาของข้าคือหญิงจากโรงละคร' — ท่านจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของเราสองคนอีกต่อไป" "แล้วแม่นางกลัวสิ่งใด?" "ข้าไม่กลัวว่าท่านจะทิ้งข้า ข้ากลัวว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ด้วยการเกลียดตัวเอง"
เขาต้องจะโต้แย้ง แต่ไร้ซึ่งคำเอื้อนออกมา เธอเดินจากไป หยุดครั้งสุดท้าย "ท่านรักข้าจริงหรือไม่ ข้าไม่ทราบ แต่ข้ารู้ว่า — ท่านนั้นรักความรู้สึกที่ว่าท่านกล้าที่จะเลือกมากเสียกว่า"
เขาไม่มาอีกเลย เธอร้องเพลงทุกคืน มองไปที่แถวหลัง — ว่างเปล่า
สัปดาห์ผ่านไป เดือนผ่านไป เธอยังคงร้องเพลงเดิม แต่เสียงเปลี่ยนไป — กลับมาเหมือนเก่า กลับมาว่างเปล่า สิบสามปีเธอรอคนที่จะทำให้เพลงนี้มีความหมาย แล้วเขาก็มา แล้วเขาก็ไป ตอนนี้เธอร้องเพื่อใคร?
สามปีผ่านไป มีข่าวว่าเขาได้ตำแหน่งสูง แต่งงานกับลูกสาวข้าหลวงผู้หนึ่ง เธอได้ยินแล้วไม่รู้สึกอะไร
แล้วคืนหนึ่ง เขากลับมา
เขานั่งที่เดิม แถวหลัง แต่เขาเปลี่ยนไป — ใส่เสื้อผ้าดี หน้าตาเรียบเฉย ไม่มีสิ่งใดเหมือนผู้ที่เคยนั่งตรงนั้นเมื่อสามปีก่อนอีกต่อไป เธอเห็นเขา เสียงสะดุด แต่เธอไม่หยุด ร้องต่อไป เมื่อจบเพลง เธอไม่รอ เดินออกไปทางด้านหลัง เขาไม่ตาม
แต่เขามาอีก คืนถัดไป และคืนถัดไป เหมือนสามปีก่อน แต่ไม่ก็เหมือน — เขามา แต่ไม่รอเธอ — เขานั่ง แต่ไม่มองเธอ — เธอร้อง แต่ไม่มองเขา
จนคืนหนึ่ง เธอเดินออกไปแล้วได้พบกับเขาซึ่งยืนอยู่ ณ ตรงที่เดิมอีกครั้งดั่งภาพจำ
"คุณชายมีอะไรหรือ?" เธอถาม ไม่มีน้ำเสียงโกรธหรือดีใจ แค่เหนื่อย
"ไม่รู้" "แล้วเหตุใดจึงไม่กลับเรือน ภรรยาไม่รอแย่หรือ?" "รอ" "เช่นนั้นท่านยืนตรงนี้เพื่อสิ่งใด?"
เขาไม่ตอบ พวกเขายืนเงียบ
"ท่านเสียใจหรือ" เธอถามในที่สุด เขามองเธอนาน ปากเคลื่อน แต่ไร้ซึ่งเสียง
ในที่สุดเขาก็พูด "ข้าไม่รู้ว่าข้ารู้สึกอย่างไร ไม่รู้ว่าข้ามาที่นี่เพื่ออะไร ไม่รู้ว่าข้าเลือกถูกหรือผิด แต่ตอนที่ข้าได้ทุกอย่างที่ทุกคนบอกว่าควรได้ ข้ากลับรู้สึกว่าข้าไร้ซึ่งสิ่งใด"
เธอพยักหน้า "บางทีท่านแค่อยากรู้สึกว่าท่านเคยมีอะไรบางอย่าง แม้ว่าท่านจะไม่เคยมีมันเลย" "แม่นางก็คิดเช่นนั้น?"
เธอไม่ตอบ เพียงแต่มองเขา มองด้วยสายตาที่ไม่มีความโกรธ ไม่มีความเสียใจ แค่เข้าใจ "ท่านไม่ได้ทำสิ่งใดผิด" เธอพูดในที่สุด "ท่านเพียงเลือกสิ่งที่คนอื่นๆ จะเลือก แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว และเราก็ไม่สามารถกลับไปเป็นคนเดิมได้"
หลังจากนั้นเขาไม่มาอีก แต่เธอยังร้องเพลงทุกคืน "无人来听 戏自多情" — เธอร้อง ไม่ใช่เพื่อเขา ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อบทเพลงเอง — เพื่อคำเหล่านี้ที่ตอนนี้เธอได้เข้าใจแล้วจริงๆ บางทีความรักก็ไม่ใช่การได้คนที่เรารัก แต่คือการรู้ว่าเราสามารถรักได้
สิบปีผ่านไป เธอยังร้องเพลงนั้นอยู่ แต่โรงละครเปลี่ยนไป คนเปลี่ยนไป มีข่าวว่าเขาลาออกจากตำแหน่ง หย่าร้างกับภรรยา หายไปไม่มีใครรู้ เธอได้ยินแล้วไม่รู้สึกอะไร
แล้วคืนหนึ่ง มีชายคนหนึ่งนั่งที่แถวหลัง ไม่ใช่เขา แต่นั่งท่าเดียวกัน เธอร้อง มองไปที่ตรงนั้น ชายคนนั้นมองกลับ บางทีทุกคนที่มาดูละครก็กำลังหาบางอย่าง บางทีทุกคนบนเวทีก็กำลังรอใครสักคน และบางทีนั่นก็พอแล้ว
ปีต่อมา มีคนเห็นเขาที่เมืองทางใต้ เป็นชาวนาธรรมดา ปลูกข้าว มีคนเห็นเธอที่โรงละครเดิม ยังร้องเพลงเดิม หน้าตาแก่ลง แต่เสียงยังไพเราะ พวกเขาไม่เคยเจอกันอีก แต่ทุกครั้งที่เธอร้องท่อนนั้น — "台下得名 台上无问" — เธอจะมองไปที่แถวหลัง ที่ว่างเปล่า หรือมีคนนั่งอยู่ก็ได้ ไม่สำคัญ เพราะเธอไม่ได้ร้องเพื่อใคร เธอร้องเพื่อความจริงที่ว่า — ตอนหนึ่งในชีวิต เธอรู้ว่าคำเหล่านี้หมายความว่าอะไร
เธอร้องต่อไป
ไม่แน่ใจว่าเพื่อบทเพลง
เพื่อใครบางคนที่อาจไม่มีอยู่แล้ว