athanasiareal classic literature — feelings unspoken, unforgettablereal classic literature
feelings unspoken, unforgettable
เพียง 6 หน้ากระดาษ

บันทึกผู้รำลึก

บันทึกผู้รำลึก
หยุดยั้ง ณ ศาลาร้าง ฝุ่นคลุมแท่นศิลา อักษรโบราณเลือนรางยากอ่าน
ผู้ใดเคยประทับนั่ง ณ ที่นี้ รองรับน้ำค้างจากใบบัว คอยอรุณเรือง
บัดนี้เหลือเพียงธุลี มีเพียงข้ายังดำรง ใบหน้าที่ผ่านพ้น ล้วนสลักอยู่ในหทัย
นามเกียรติจางหายดุจกลิ่นควัน
เมืองท่าริมธาร โคมแดงทาบเงาธาราวูบไหว
เด็กหญิงเร่ขายดอกบัวเอ่ยเรียก ข้ากวาดซื้อสิ้นทั้งกระด้ง นางยิ้มตอบราวจันทร์เสี้ยว
ร้อยปีพ้นผ่าน หวนคืนสู่เมืองเก่า โคมแดงยังคงเดิม ธารายังไหลริน
นางมิหลงเหลือแม้ร่องดิน ข้าวางบัวแห้ง ณ ท่าน้ำ ปล่อยให้สายน้ำพาพ้น
พบนักพรตในถ้ำศิลา นั่งนิ่งผ่านหลายเหมันตฤดู แสวงธรรมเพื่อหลุดพ้น
ข้านั่งเคียง มิเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ คอยจนผู้นั้นลืมตาด้วยตนเอง
“สิ่งที่แสวงนั้นพบหรือไม่?”
ผู้นั้นเพียงสั่นเศียร “ข้าหยุดแสวง นั่นคือคำตอบ”
ข้ายิ้มขม อมตะคือการแสวงไร้รู้จบ ไร้เส้นทาง ไร้ผู้รู้
กระบี่ข้างเอวคร่ำสนิม ครั้งเคยคมบัดนี้หนักเกินชัก
เคยพิทักษ์อาณาจักรนับพัน ปราบมารนับหมื่น ช่วยชนนับแสน
ผู้รอด ล้วนลาลับ
ผู้ตาย วนอีกครา
บุญบาปมิได้สั่งสม เพียงหมุนเวียนในกาล
หิมะคลุมยอดไท่จิน ไต่ซ้ำอีกหน เล่าลือยาอมฤต
ข้ารู้ดีไร้ความแท้ เพียงเพราะเคยไต่ในกาลก่อน นางหยุดอยู่ ณ เชิงเขา นางครั่นคร้ามต่อความเย็น ข้าขึ้นสุดเพียงลำพัง
หวนกลับ นางชราสิ้น
บัดนี้ข้าขึ้นอีกครา มิใช่เพื่อยา เพื่อจำนางผู้ไม่เคยมา
รอยเท้าบนหิมะ พายุลบเลือนในชั่วอึดใจ
อมตะไร้ร่องรอย ผ่านโลกไร้ผู้จำ
ข้านั่งริมผา เพ่งตะวันลาลับ นับไม่ถ้วนมิเคยหน่าย
บัดนี้เหลือเพียงข้า นับดารางามทีละยุคสมัย
ฟ้ากลายห้วงสมุทรแห่งแสง ส่องทางผู้โดดเดี่ยว
อมตะนั้นใช่พร ใช่คำสาป เพียงทางยาว ไร้เบื้องต้น ไร้ปลายทาง
ข้าเดินย่าง หยุดแสวง เมื่อหยุดยืนเงาทาบทับจากกาลก่อน ใบหน้าเคยพานพบพลันผุดซ้อนหมอกในราตรี
ฝนหลั่งเหนือเถ้าปฐพี ชะรอยย่างเลือนลับไร้ซึ่งสิ่งยืนยันผู้ผ่านทาง
ก้าวย่างผ่านกาล เวลาหมุนเวียน นามเกียรติจาง พระพุทธองค์ไร้ถ้อย
ดอกท้อภิบาลบาน แล้วร่วง แล้วบาน
บุพชนสร้างเกียรติ หมู่ชนก้มกราบ ครั้นกาลผัน เหลือฝุ่นธุลี
ในทางซึ่งไร้รอย ไร้ผู้จดจำจริง