แม่ของฉันให้กำเนิดฉันสามครั้ง
ครั้งแรกเมื่อฉันอายุได้สี่ขวบ เธอได้ดึงฉันออกมาจากท้องอีกรอบตอนเช้าวันอาทิทย์ที่ฝนตกหนัก น้ำคร่ำกระจายไปทั่วพื้นห้องครัว กลิ่นคาวคละคลุ้งอยู่ในอากาศแบบที่ไม่ใช่กลิ่นเลือด มันเหนียวกว่านั้น หนืดกว่านั้น เหมือนกลิ่นของนมเน่าในกระป๋องที่ลืมทิ้งไว้หลังตู้เย็นสามเดือน
ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันกำลังนั่งกินข้าวเช้าพร้อมกับถือช้อนอยู่ในมือ แล้วแม่ก็ส่งเสียงครางยาวมากจนฉันคิดว่าเธอกำลังอ้วก เธอกุมท้องทั้งที่ท้องแบนราบไม่มีอะไร แต่กลับมีอะไรบางอย่างหล่นลงมาจากใต้กระโปรง มันเปียกโชก มันมีขนยุ่ง แม่หยิบมันขึ้นมาเช็ดด้วยผ้าขนหนู แล้วบอกว่านี่คือฉัน ฉันคนที่สอง เธอบอกว่าเธอต้องเก็บฉันทั้งสองคนไว้เพราะถ้าเธอทิ้งคนใดคนหนึ่ง อีกคนจะตาย
ครั้งที่สองเกิดขึ้นตอนฉันอายุเจ็ดขวบ คราวนี้เป็นกลางคืน พ่อไม่อยู่บ้านเหมือนเคย และแม่นอนอยู่บนเตียงตัวสั่นเทาทั้งตัวแม้ว่าจะไม่ได้หนาว เธอเรียกฉันเข้าไปในห้อง ฉันยืนอยู่ข้างเตียง แม่จับมือฉันแล้วกดไว้ที่ท้องเธอ ฉันรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวข้างใน บางอย่างดิ้นอยู่ ไม่เหมือนเด็ก เหมือนสัตว์ที่กำลังพยายามขูดทะลุผนังเนื้อออกมา แม่บอกว่าให้ฉันรอ เธอบอกว่ามันใกล้แล้ว และฉันก็รอ จนกระทั่งมันออกมา มันออกมาพร้อมกับเสียงฉีกเสียงน้ำสาดและอีกครั้งหนึ่งที่กลิ่นนั้นกลับมา คราวนี้เหม็นกว่าเดิม ฉุนกว่าเดิม เหมือนกลิ่นของขนสัตว์เปียกผสมกับน้ำลายแห้งและอะไรบางอย่างที่เหม็นหมักหมม แม่หยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง เช็ดมันอีกครั้ง แล้วบอกว่านี่คือฉันคนที่สาม
เธอเอามันไปซุกไว้ใต้เตียงพร้อมกับตัวที่สอง ฉันเห็นมันขยับอยู่ในความมืด ฉันได้ยินเสียงมันหายใจรดต้นหู มันหายใจเหมือนคนจมน้ำที่พยายามกลั้นหายใจแต่น้ำก็ยังทะลักเข้าปากอยู่ดี
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องให้กำเนิดฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เธอไม่เคยอธิบาย เธอแค่บอกว่านี่คือภาระของเธอ และมันจะกลายเป็นภาระของฉันด้วยเมื่อฉันโตพอ ฉันถามว่าพอที่ว่าคือเมื่อไหร่ เธอบอกว่าฉันจะรู้เอง
พ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ เขาไม่เคยถามว่าทำไมบ้านถึงมีกลิ่นแบบนี้ ทำไมใต้เตียงแม่มีเสียงแปลกๆตอนดึก หรือทำไมบางครั้งตอนเช้าจึงมีรอยเลือดแห้งตามพื้นที่ไม่มีใครเช็ด เขาแค่กลับมาบ้าน กินข้าว อาบน้ำ นอน แล้วก็ออกไปอีกหน วนไปเรื่อยๆเหมือนเขารู้แต่เลือกที่จะไม่รับรู้ เหมือนการได้รู้จะทำให้เขาต้องรับผิดชอบบางอย่างที่เขาไม่อยากรับผิดชอบ
เพราะพ่อไม่เคยถาม สิ่งที่อยู่ใต้เตียงจึงเลิกซ่อนตัว มันเริ่มเดินในบ้านแบบไม่ต้องรอให้ใครหลับ มันไม่ต้องแกล้งทำเป็นไม่อยู่ กลิ่นนั้นแผ่ไปทุกห้อง และเราทุกคนก็หายใจมันเข้าไปทุกวัน
ฉันเริ่มกลัวกลางคืน เพราะฉันได้ยินเสียงจากใต้เตียงแม่ชัดขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่แค่เสียงหายใจอีกต่อไป มันเป็นเสียงขูด เสียงกัด เสียงบดเคี้ยว บางคืนฉันได้ยินเสียงกระดูกแตก เสียงเนื้อฉีก แล้วก็เงียบไป ก่อนจะมีเสียงหนึ่งกลับมา เสียงเดียว เสียงที่แข็งแรงกว่าเดิม
แม่บอกว่าพวกมันกินกันเอง ตัวที่แข็งแรงกว่าจะกินตัวที่อ่อนแอกว่า และสุดท้ายจะเหลือแค่ตัวเดียว ตัวที่แข็งแรงที่สุด ตัวที่เอาชนะทุกอย่างมาได้ นั่นคือตัวที่จะแทนที่ฉัน เธอบอกว่านี่คือวิธีที่ครอบครัวเราอยู่รอด เราไม่มีทางเลือก ถ้าเราไม่ทำ พวกเราทั้งหมดจะตาย ทั้งแม่ ทั้งฉัน ทั้งพ่อที่ทำเป็นไม่รู้ ทุกคนจะตายหมด เพราะนี่คือสัญญาที่ใครบางคนทำไว้นานมาแล้ว สัญญาที่แม่ไม่อยากบอกว่าทำกับใคร
เมื่ออายุได้สิบสามฉันก็เริ่มเห็นพวกมัน ตัวที่เหลืออยู่ใต้เตียง มันเลื้อยออกมาตอนแม่หลับ มันมีรูปร่างเหมือนฉันแต่ผิดเพี้ยน แขนยาวเกินไป ขายาวไม่เท่ากัน หน้าเหมือนฉันแต่ไม่มีตา แค่มีเนื้อเรียบปิดอยู่ตรงที่ตาควรจะเป็น มันเดินเตาะแตะไปรอบบ้านด้วยมือและเท้า กลิ่นของมันติดไปทุกที่ กลิ่นของเนื้อเน่าผสมน้ำลายผสมอะไรบางอย่างที่หวานเหม็น เหมือนน้ำตาลไหม้ ฉันพยายามไม่มองมัน
แต่มันรู้ว่าฉันเห็น มันหันหน้ามาทางฉันทุกครั้งที่ฉันผ่าน แม้จะไม่มีตาแต่ฉันรู้ว่ามันมองฉันอยู่ แม่บอกว่าอีกไม่นานมันจะพร้อม แล้วฉันจะต้องเลือก ว่าฉันจะเป็นคนที่ถูกแทนที่ หรือฉันจะเป็นคนที่แทนที่ เธอบอกว่าครอบครัวเราทำแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่คุณยายของยายของยาย และมันจะต้องทำต่อไปเรื่อยๆ เพราะถ้าหยุดทุกอย่างจะจบลง สายเลือกเราจะถูกดึงกลับไปในที่ที่เราหนีออกมา
ฉันถามว่าที่นั่นคือที่ไหน แม่ไม่ตอบ เธอแค่ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เหนื่อยมาก ด้วยดวงตาที่ไม่มีอะไรอยู่ข้างในแล้ว แล้วเธอก็บอกว่าฉันจะรู้เอง เมื่อถึงเวลา
ตอนนี้ฉันอายุสิบเจ็ด แม่ตายไปแล้วสามวัน พ่อจัดงานศพสีเหลืองซีด คนมากมายต่างมาร่วมไว้อาลัยด้วยชุดครีมขุ่น ทุกคนพูดว่าแม่เป็นคนดี เป็นแม่ที่ดี ไม่มีใครถามว่าทำไมโลงศพถึงปิดตลอดเวลา ไม่มีใครสังเกตว่ากลิ่นในบ้านเปลี่ยนไป กลิ่นนั้นหายไป กลิ่นที่เหม็นหมักหมม กลิ่นที่หวานเหม็น มันหายไปพร้อมกับแม่
เมื่อคืนฉันรู้สึกปวดท้อง ปวดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนเช้าฉันมองกระจก ท้องฉันนูนขึ้นนิดหนึ่ง ฉันกดมัน มีอะไรดิ้นตอบกลับมา และฉันได้กลิ่น กลิ่นนั้น กลิ่นนมเน่า กลิ่นขนเปียก กลิ่นน้ำตาลไหม้ มันกลับมาแล้ว แต่คราวนี้มันอยู่ในตัวฉัน ฉันอยากจะบอกพ่อ แต่เขาไม่อยู่บ้านอีกแล้ว ไม่อีกต่อไป เขาย้ายออกไปหลังงานศพ บอกว่าอยู่ในบ้านนี้ไม่ไหวกลิ่นมันติดหัว ฉันคิดว่าเขาโกหก ฉันคิดว่าเขารู้ตลอด และตอนนี้เขาก็รู้ว่าภาระมันเปลี่ยนมือแล้ว
นี่ไม่ใช่คำสาป นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทุกคนในบ้านเลือกที่จะไม่ถาม ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉันที่ไม่เคยถามแม่ว่ามีทางเลือกอื่นไหม
เช้านี้ฉันไปซื้อผ้าขนหนู สามผืน
