ชายผู้ขยัน
"เหตุใดท่านจึงโกนผมกัน?" ชายหนุ่มผู้หนึ่งถามขึ้นต่อพระผู้นั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ มือทับกันบนตัก ศีรษะโล้น แสงตะวันสะท้อนจากหนังศีรษะจนแยงตา
"เพื่อปล่อยวาง" พระตอบ
"แต่หากท่านปล่อยวางจริง เหตุใดไม่ปล่อยมันยาวไปตามธรรมชาติเล่า?" เขาขมวดคิ้ว "การโกนเองก็เป็นการไม่ยอมปล่อยอีกแบบหนึ่งไม่ใช่หรือท่าน ‘การไม่ยอมปล่อยให้มันอยู่เหนือการควบคุม’ น่ะ?"
พระเงียบไป มองไปที่ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาบนพื้นโดยไม่ตอบ
ชายหนุ่มรอ พระยังนั่งเงียบ
"ท่านไม่ตอบหน่อยหรือ?" บุรุษถาม
"ข้าปล่อยวางต่อคำถาม" พระตอบ
บุรุษจึงเดินจากไป
วันรุ่งขึ้นชายหนุ่มกลับมาอีกหน คราวนี้มีเขาพาชายอีกคนตามมาด้วย คนนั้นไว้ผมยาวถึงกลางหลัง รวบเป็นมวยยกสูง พันด้วยเชือกสาน ใส่ผ้านุ่งสีดิน เท้าเปล่า ผอม มือเป็นเส้นเอ็น
"ท่านพระ นี่คือคนที่ข้ากล่าวถึง" ชายหนุ่มพูด "ดูสิ เขาไม่อ้างเรื่องปล่อยวาง แต่เขาไม่ยึดติดจริง เขาไม่ได้โกนผมแล้วปล่อยมันยาว ปล่อยมันตามธรรมชาติ"
พระมองนักพรต นักพรตมองพระ
"เหตุใดท่านจึงมัดผมกัน?" พระถามด้วยน้ำเสียงสงบ
"เพื่อไม่ให้รกรุงรัง" นักพรตตอบด้วยน้ำเสียงเดียวกัน
"แต่หากท่านไม่ยึดติดจริง เหตุใดจึงต้องสนว่ามันรกรุงรังหรือไม่?" พระถามนักพรตราวกับถามตัวเอง "การมัดเองก็เป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่งไม่ใช่หรือท่าน ‘การบังคับให้มันเป็นอย่างที่ท่านต้องการ’ ?"
นักพรตเงียบไป ก้มหน้ามองพื้นดิน
"ท่านไม่ตอบหน่อยหรือ?" พระถาม
"ข้าไม่ยึดติดคำตอบ" นักพรตตอบ
พระพยักหน้าให้ นักพรตพยักหน้ารับ ทั้งคูนั่งลงใต้ต้นโพธิ์
ชายหนุ่มยืนมองทั้งสอง
"พวกท่านช่างมีเวลา" เขาพูด แล้วเดินจากไป
หลายเดือนผ่านไป ชายหนุ่มกลับมาเยี่ยมอีกหน
พระยังนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ศีรษะโล้นเหมือนก่อนหน้า
นักพรตนั่งอยู่อีกฝั่ง ผมยาวถึงเอว มัดเป็นมวยสูงดังเดิม
"พวกท่านยังอยู่กันอีกหรือ?" ชายหนุ่มถาม
ทั้งสองไม่ตอบ
"พวกท่านไม่เบื่อกันบ้างรึ?" ชายหนุ่มถามอีกหน
ทั้งสองยังไม่ตอบ
บุรุษนั่งลง เขามองพระ มองนักพรต แล้วถามอีกครั้ง
"ท่านทั้งสองนั่งอยู่ตรงนี้เพื่ออะไรกันแน่"
พระเงียบสงบ นักพรตเงียบต่อ
หลังจากผ่านไปสักพักชายหนุ่มจึงลุกขึ้น
"พวกท่านช่างมีเวลา" เขาพูด แล้วเดินจากไปอีกครั้ง
เดือนปีเคลื่อนคล้อย ชายหนุ่มเดินผ่านมาอีกหน คราวนี้เขาแก่แล้ว หลังงอ ผมหงอก เท้าเดินไม่ค่อยแข็งแรง
พระยังนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ศีรษะโล้นเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ผิวหนังเหี่ยว คิ้วขาว
นักพรตนั่งอยู่อีกฝั่ง ผมยาวจนลากพื้น สีเทาปนขาว ไม่มัดอีกต่อไป มันกระจายไปทั่ว ปกคลุมหลัง ปกคลุมไหล่ ปกคลุมพื้น
ชายแก่นั่งลงข้างๆพวกเขา เขาเหนื่อย เขาหายใจไม่ทัน
"พวกท่านยังอยู่กันอีกหรือ" เขาถาม
ทั้งสองไม่ตอบ
"ท่านทั้งสองได้อะไรจากการนั่งตรงนี้บ้าง?" เขาถามอีกหน
พระเงียบรับ นักพรตเงียบตอบ
ชายแก่มองพวกเขาอยู่นาน ก่อนจะหัวเราะออกมา — เสียงแหบแห้งไร้เรี่ยวแรง
"พวกท่านช่างมีเวลา" เขาพูด
แต่คราวนี้เขาไม่ได้ลุกขึ้นเดินจากไป — เขานอนลงข้างๆพวกเขา ใต้ต้นโพธิ์
เขานอนจนกระทั่งแสงแดดลับขอบฟ้า กระทั่งจันทร์เผยโฉม กระทั่งหลับตาลง
เขาไม่ลืมตาขึ้นอีก ร่างกายกลายเป็นแข็งทื่อ
พระยังนั่งเช่นเดิมด้วยศีรษะโล้น ไม่ได้ขยับไปไหน
นักพรตยังนั่งเช่นเดิมด้วยผมยาว ไม่ได้ขยับไปไหน
แต่ชายคนนั้น เขาไม่สามารถลุกขึ้นได้อีกต่อไป
ร่างของเขานอนราบไป ลมพัดผ่าน ใบโพธิ์ร่วงลงมาทับ
พระมองเขา นักพรตมองเขา
"เขาช่างไม่มีเวลาเอาเสียเลย" พระพูด
นักพรตพยักหน้า
แล้วทั้งสองก็กลับไปนั่งเงียบใต้ต้นโพธิ์
จนกระทั่งรุ่งอรุณ
และรุ่งอรุณถัดไป
และรุ่งอรุณถัดไปอีก
