แขนที่สาม
ผมเกิดมาพร้อมน้องชาย แต่น้องชายของผมไม่มีหัว ไม่มีลำตัว มีแค่แขนสองข้างที่งอกออกมาจากใต้บ่าของผมเอง คนในหมู่บ้านเรียกมันว่า "สิ่งที่ติดมา" พ่อแม่ของผมเรียกมันว่า "น้อง" และผมก็เรียกอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
ตอนแรกๆ แม่พยายามห่อผ้าซ่อนมันไว้ แต่มันดิ้น มันเกาะ บางครั้งมันชกหน้าแม่จนปากแตก พ่อบอกว่าไม่ต้องห่อแล้ว ปล่อยมันไว้ดีกว่า มันจะได้หายใจ ผมไม่เข้าใจว่ามันหายใจตรงไหน แต่ผมก็ไม่ได้ถามออกไป
เด็กๆ ในหมู่บ้านไม่เล่นกับผม ผู้ใหญ่มองผมด้วยสีหน้าที่ผมจำได้แม้ตอนนั้นยังเล็ก มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความรังเกียจแบบที่พวกเขาพยายามซ่อนไว้ไม่ให้พ่อเห็น พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน พวกเขาไหว้พ่อ ยิ้มให้พ่อ แล้วก็มองผมด้วยตาที่เหลือบไปทางอื่น ผมเคยชินกับการที่ไม่มีใครจับมือผม เพราะถ้ายื่นมือออกไป แขนของน้องก็จะคว้าไปจับมือพวกเขาด้วย และพวกเขาจะสะดุ้ง ถอยออกมา บอกว่า "ไว้คราวหน้า" แล้วเดินหนี
ครั้งหนึ่งผมเคยพยายามเดินออกจากบ้านคนเดียว ตอนเช้าตรู่ ตอนที่ทุกคนยังไม่ตื่น ผมอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไงถ้าไม่มีใครมอง ไม่มีใครถอย แต่พอผมเดินไปได้สักสิบก้าว แขนของน้องก็ดึงผมกลับ ดึงแรงจนผมเกือบล้ม ผมยืนนิ่งๆ รอให้มันคลาย แต่มันไม่คลาย มันรัดอกผมแน่นขึ้น จนผมหายใจไม่ออก ผมเลยเดินกลับ แล้วมันก็คลาย จากนั้นผมก็ไม่เคยพยายามเดินออกไปอีกเลย
ตอนกลางคืน แขนทั้งสองข้างของน้องจะกอดผมไว้แน่น ผมนอนหลับได้ง่ายกว่าถ้ามันกอดแบบนั้น เหมือนมีใครสักคนอยู่ด้วย ถึงแม้จะไม่มีใครจริงๆ ก็ตาม บางทีมันก็ลูบหัวผม ลูบหลัง ลูบช้าๆ จนผมหลับไป แม่เคยบอกว่าน้องรักพี่ ผมคิดว่าแม่พูดถูก แต่ผมไม่รู้ว่าตัวเองรักน้องหรือเปล่า ผมแค่เคยชิน และผมกลัวว่าถ้าไม่มีมัน ผมจะไม่รู้ว่าจะนอนยังไง
อาการป่วยเริ่มจากลุงจางฝู บ้านท้ายหมู่บ้าน เขาไอเป็นเลือด ตัวร้อนจัด นอนพูดเพ้อตลอดทั้งคืนจนเสียงดังไปทั่วหมู่ แล้วก็ลุงหลี่ บ้านริมคลอง เขาชักกระตุก ตาขาวเผ้อ พูดประโยคเดิมซ้ำๆ ว่า "มันมาแล้ว มันมาแล้ว" ตามด้วยป้าหลี่ ลูกชายของป้าหง ตาหนูน้อยที่อายุเท่าผม คนต่อคน แพร่ออกไปเหมือนควันไฟที่ลุกช้า ๆ แต่ไม่มีใครดับได้ ทุกคนไอแบบเดียวกัน ตาเหมือนกัน พูดคำเดิมๆ ว่า "มันมาแล้ว" จนผมเริ่มไม่กล้าฟัง
หมอมาดู บอกว่าไม่รู้ หมอผีมาดู บอกว่าผีร้าย แต่ก็ไล่ผีไม่ออก ผมเห็นพ่อนั่งคุยกับผู้ใหญ่คนอื่น พวกเขาส่ายหน้า มองมาทางผม แล้วก็หันหนี
ผมรู้ว่าพวกเขาคิดว่าเป็นเพราะผม หรือถ้าจะพูดให้ถูก เป็นเพราะน้อง
บางคืนผมตื่นขึ้นมาตอนดึก แล้วแขนของน้องก็ไม่อยู่ที่เดิม มันขยับไปไหนสักที่ แล้วก็กลับมากอดผมอีกครั้งก่อนรุ่งสาง ผมไม่เคยถามว่ามันไปไหน ผมไม่อยากรู้
คืนที่พวกเขามา ผมได้ยินเสียงคนเดินเยอะๆ ตะโกนเรียกชื่อพ่อ แม่ตื่นขึ้นมา กอดผมไว้ แล้วพ่อก็เปิดประตู ผมเห็นไฟคบเพลิง เห็นหน้าของลุงจางฝู ลุงหลี่ ป้าหง พวกเขาผอม ตากลวงโบ๋ ยืนโซเซ ตัวสั่น แต่มือที่ถือมีดถือไม้ยังแน่น พวกเขาบอกว่าต้องกำจัด "มัน" ออกไป พ่อบอกว่าไม่ได้ นี่ลูกของพ่อ แต่พวกเขาไม่ฟัง พวกเขาเดินเข้ามา ผลักพ่อล้ม แล้วลุงจางฝูก็แทงพ่อ ผมเห็นเลือดพุ่ง แม่กรีดร้อง วิ่งไปโอบพ่อ แล้วป้าหลี่ก็ฟันแม่ด้วยมีดทำครัว
ผมวิ่ง วิ่งออกจากบ้าน วิ่งไปทางป่า ไม่รู้ว่าจะไปไหน แต่แขนของน้องกอดอกผมไว้แน่น ไม่ปล่อย เหมือนมันบอกว่าอย่ากลัว พี่ อย่ากลัว
ผมได้ยินเสียงตะโกนข้างหลัง เสียงฝีเท้าไล่ตาม ผมวิ่งเข้าไปในป่าลึกจนมืดมิด จนไม่มีเสียงอะไร แล้วผมก็หยุด นั่งลงกับพื้น หายใจแรง ร้องไห้จนหมดน้ำตา แขนของน้องลูบหลังผม ลูบช้าๆ เหมือนทุกคืนที่ผมกำลังจะหลับ
กลางคืนนั้น ผมไม่ได้หลับ ผมนั่งฟังเสียงในป่า เสียงจิ้งหรีด เสียงลม เสียงกิ่งไม้หัก แล้วก็เสียงกรีดร้องที่ดังมาจากทางหมู่บ้าน เสียงแรก แล้วก็เสียงที่สอง สาม สี่ ห้า เสียงมากขึ้นเรื่อยๆ จนผมนับไม่ไหว ผมรู้ว่ามันคือเสียงของใคร แขนของน้องไม่อยู่ที่เดิม มันหายไป ผมนั่งคนเดียวในป่ามืด รู้ว่ามันกำลังทำอะไร แต่ผมไม่ได้ลุกขึ้นวิ่งกลับไป ไม่ได้ตะโกนห้าม ผมแค่นั่ง นั่งฟังเสียงกรีดร้อง นั่งรอจนมันกลับมา แล้วพอมันกลับมากอดผม ผมก็หลับ
พอสว่าง ผมเดินกลับ เดินผ่านต้นไม้ เดินผ่านทางเดินที่ผมวิ่งมาเมื่อคืน เดินเข้าไปในหมู่บ้านที่เงียบจนน่ากลัว ไม่มีเสียงไก่ขัน ไม่มีเสียงคนคุยกัน มีแต่กลิ่นบางอย่างที่ผมรู้จักจากพ่อเมื่อคืน กลิ่นเลือด กลิ่นคน
ผมเห็นศพของลุงจางฝูนอนอยู่กลางถนน คอขาด ผมเห็นศพของป้าหงนอนทับกับศพของลูกชายเธอ หน้าแตกจนแทบจำไม่ได้ ผมเห็นศพเต็มไปหมด ทุกบ้าน ทุกซอก แขนของน้องไม่ขยับเลย นิ่งสนิท ไม่หอบ ไม่สั่น เหมือนมันกำลังพัก
ผมเดินกลับบ้าน พ่อกับแม่นอนอยู่ที่เดิม เลือดแห้งเป็นคราบดำ ผมนั่งข้างๆ พวกเขา นั่งนิ่งๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือไม่ร้อง ผมแค่นั่ง นั่งจนแสงแดดเลื่อนไป นั่งจนมืด แล้วผมก็ร้องออกมา ร้องไห้จนไม่มีเสียง จนไม่มีน้ำตา แขนของน้องกอดผมไว้แน่น
หลังจากนั้นหลายวัน ผมพยายามฝังพ่อแม่ แต่ผมขุดไม่ไหว อ่อนแรงเกินไป ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำที่สะอาด มีแต่ศพ กลิ่นเน่า แมลงวัน ผมดื่มน้ำจากคลอง ท้องเสีย อาเจียน แต่ก็ยังดื่มต่อไป เพราะไม่มีอะไรอื่น ผมเดินไปตามบ้านต่างๆ หาอาหาร แต่เจอแต่ข้าวที่มดขึ้น ผักที่เน่า เนื้อที่เหม็น ผมกินผักที่เน่า ท้องเสียหนักขึ้น ผมนอนแทบไม่ลุก
วันสุดท้าย ผมนอนอยู่ที่บ้าน นอนข้างพ่อแม่ที่ผมปิดผ้าไว้แล้ว กลิ่นมันทนไม่ได้ แต่ผมอยากอยู่ใกล้ๆ ผมหิว อ่อนแรง หายใจลำบาก มองเพดานบ้านที่พ่อสร้างด้วยมือ นึกถึงตอนที่แม่ทำอาหาร นึกถึงตอนที่แขนของน้องกอดผม ตอนที่มันลูบหัว ลูบหลัง ตอนที่ผมรู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ด้วย
แล้วผมก็รู้สึกว่ามือของน้องขยับ
มันขยับช้าๆ เลื่อนขึ้นมาจากอกผม เลื่อนขึ้นไปที่คอ ผมรู้สึกได้ว่ามันแข็ง หนักกว่าเดิม หรือผมอ่อนแรงเกินไป ผมไม่รู้ ผมแค่มองเพดาน หายใจเข้าออก แล้วมือทั้งสองข้างก็รัดที่คอผม รัดแน่น แน่นขึ้นทุกที ผมพยายามหายใจ พยายามดิ้น แต่ไม่มีแรง ไม่มีอะไรเหลือ ผมมองเพดาน มองจนมันเริ่มมัว เริ่มมีจุดดำ ๆ ลอยไปมา แล้วก็มืด
สิ่งสุดท้ายที่ผมนึกได้คือมือของน้อง มันยังรัดอยู่ แน่นมาก ผมไม่รู้ว่ามันกำลังฆ่าผม หรือผมกำลังปล่อยให้มันทำ ไม่รู้ว่ามันรักผม หรือผมแค่กลัวว่าถ้าไม่มีมัน จะไม่มีอะไรเหลือ มันคุ้นเคย หลีกไม่พ้น และเป็นสิ่งเดียวที่ผมเคยรู้สึกมาตลอดชีวิตที่เหลือเพียงลำพัง
